<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3101597554176495259</id><updated>2011-04-22T09:18:29.793+07:00</updated><title type='text'>สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก</title><subtitle type='html'>พิษณุโลก เป็นเมืองใหญ่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง มากมีไปด้วยแหล่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติของสายน้ำและป่าเขาที่สวยงามน่าท่องเที่ยว เช่นวัดพระศรีมหาธาตุ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>sales amarinlagoonhotel</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01634388553019175176</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3101597554176495259.post-6037248876156721787</id><published>2008-08-09T11:54:00.001+07:00</published><updated>2008-08-09T11:57:09.995+07:00</updated><title type='text'>อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง</title><content type='html'>&lt;p style="font-family: verdana;" align="justify"&gt;                                                       &lt;/p&gt;&lt;p style="font-family: verdana;"&gt;&lt;img alt="" src="http://thai.tourismthailand.org/ajaxengine/upload/mod_attraction/48/html_library/pitsanulok/tungsalaenglhung.jpg" align="left" border="0" vspace="4" width="220" height="157" hspace="4" /&gt;          แหล่งผืนป่าซาวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่แอบแฝงเสน่ห์แห่งป่า ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในป่าเมืองเหนือ นอกจากนี้ยังเป็ฯถิ่นอาศัยของสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความหลากหลายทางชีวภาพมีพื้นที่ 789,000 ไร่ ในท้องที่จังหวัดพิษณุโลกและเพชรบูรณ์ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2518 สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เป็นต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลลงสู่แม่น้ำน่าน ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่ กม. 80 เส้นทางสายพิษณุโลก - หล่มสัก นักท่องเที่ยวสามารถขอข้อมูลเดินทางศึกษาธรรมชาติ รวมทั้งใช้บริการที่พักและกางเต็นท์พักแรมได้ แหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ได้แก่ น้ำตกต่างๆ บนเส้นทางสายพิษณุโลก - หล่มสัก เช่นน้ำตกแก่งโสภา น้ำตกวังนกแอ่น ส่วนพื้นที่ทางด้านตะวันออกและตอนกลางของอุทยานฯ ในเขต อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็นบริเวณป่าสนและทุ่งหญ้าสะวันนา ได้แก่ ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งพญา ทุ่งโนนสน ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปเดินป่าและกางเต็นท์พักแรม สามารถติดต่อได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ สล.8 (หน่วยฯ หนองแม่นา)&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family: verdana;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;img src="http://www.dnp.go.th/parksample/img/midparkpic7.jpg" width="350" height="200" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: verdana;"&gt; การเดินทางไปหน่วยฯ หนองแม่นา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: verdana;"&gt; รถส่วนบุคคล: จากบ้านแค้มป์สนกิโลเมตรที่ 100 เส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก แยกไปตามทาง 2196 ทางไปเขาค้อ จนถึงตลาดพัฒนา เลี้ยวขวาเข้าทาง 2325 จนถึงบ้านทานตะวัน มีทางไปหน่วยจัดการอุทยานฯ (หนองแม่นา) อีก 3 กิโลเมตร รวมระยะทางจากบ้านแค้มป์สน 35 กิโลเมตร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: verdana;"&gt; รถโดยสาร: จากสถานีขนส่งพิษณุโลกโดยสารรถประจำทางสายพิษณุโลก-หล่มสัก ลงรถที่บ้านแค้มป์สน กิโลเมตรที่ 100  จากนั้นจ้างเหมารถสองแถวที่ปากทางแค้มป์สนไปยังหน่วยฯ หนองแม่นา  หรือเช่ารถสองแถวจากบริษัทรถเช่าในพิษณุโลกไปยังหน่วยฯ หนองแม่นาเลยก็ได้  สอบถามรายละเอียดได้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง โทร. 0 5526 8019&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: verdana;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://www.dnp.go.th/parksample/img/largeparkpic7.jpg" align="absmiddle" width="350" height="434" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: verdana;"&gt; ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก อุทยานมีบริการบ้านพักรายละเอียดติดต่อ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3101597554176495259-6037248876156721787?l=phitsanulokguide.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://amazingphitsanulok.blogspot.com' title='อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/feeds/6037248876156721787/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3101597554176495259&amp;postID=6037248876156721787&amp;isPopup=true' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/6037248876156721787'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/6037248876156721787'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง'/><author><name>sales amarinlagoonhotel</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01634388553019175176</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3101597554176495259.post-566017118365420021</id><published>2008-05-02T22:58:00.001+07:00</published><updated>2008-05-02T23:03:24.657+07:00</updated><title type='text'>จังหวัดพิษณุโลก</title><content type='html'>&lt;img style="width: 388px; height: 299px;" src="http://www.paiteaw.com/travel/phitsanulok/chinaratch/images/chinaratch.jpg" alt="พระพุทธชินราช" /&gt;&lt;br /&gt;                    พระคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก และมีประวัติที่ยาวนาน เป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดพิษณุโลก  และประชาชนทั่วไปที่เลื่อมใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ที่มีลักษณะงดงาม ที่สุดในโลก มีขนาดหน้าตักกว้าง  ห้าศอก 1 คืบ ห้านิ้ว (2.875 เมตร) สูงเจ็ดศอก (3.5 เมตร) หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ขัดเงาเกลี้ยง  สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงปิดทองเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2146 และเมื่อ 2478 ได้มีการลงรักปิดทองเต็มองค์อีกครั้งหนึ่ง  และเป็นการถาวรอยู่จนทุกวันนี้&lt;br /&gt;พระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารทางทิศตะวันตกของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร องค์พระนั่งขัดสมาธิอยู่บนฐานชุกชีบัวคว่ำบัวหงายพระพักตร์หันไปทางทิศตะวันตก (ด้านริมแม่น้ำน่าน) มีซุ้มเรือนแก้วและสลักด้วยไม้สักลงรักปิดทอง ประดับเนี้องพระปฤษฎางค์ ปราณีตอ่อนช้อยงดงามช่วยเน้นให้พระวรกายของพระพุทธชินราชงามเด่น ชัดเจนยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปศิลปสุโขทัย แต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากสุโขทัยคลาสสิก  เพราะเกศมีรัศมียาวเป็นเปลวเพลง วงพระพักตร์ ค่อนข้างกลมไม่ยาวรีเหมือนมะตูม เช่นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย  มีพระอุณาโลมผลิก อยู่ระหว่างพระโขนง พระวรกายอวบอ้วนมีสังฆายาวปลายหยักเป็นเขี้ยวตะขาบ  ฝังด้วยแก้วนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกัน ฝ่าพระบาท แบนราบ ค่อนข้างแคบ เมื่อเทียบกับยุคสุโขทัย  ส้นพระบาทยาว มีรูปอาฬวกยักษ์และรูปท้าวเวสสุวัณ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์เฝ้าอยู่ ที่พระเพลาเบื้องขวาและซ้ายขององค์ตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt; พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปศิลปสุโขทัย ที่มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ ต่างไปจากพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย    แบบอื่น ๆ อย่างชัดเจนป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยหมวดพิเศษ คือ พระพุทธชินราช    ตามตำนาน การสร้างพระพุทธชินราช พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไทย) รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์    ได้โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1900 พระพุทธรูป ที่สร้างขึ้นในคราวเดียวกันนั้น    มี 3 องค์ คือ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;1. พระพุทธชินราช หน้าตักกว้าง ห้าศอกคืบห้านิ้ว ณ วิหารใหญ่ทิศตะวันตก&lt;br /&gt;  2. พระพุทธชินสีห์ หน้าตักกว้าง ห้าศอกคืบสี่นิ้ว ณ วิหารทิศเหนือ&lt;br /&gt;  3. พระศรี ศาสดา หน้าตักกว้าง สี่ศอกคืบหกนิ้ว ณ วิหารด้านทิศใต้ &lt;/p&gt;  ในการหล่อพระพุทธรูป เมื่อหล่อเสร็จ แล้วยังมีทองเหลืออยู่ จึงเอามารวมกันหล่อเป็นพระพุทธรูป    นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง หนึ่งศอกเศษ เรียกพระนามว่า พระเหลือกับพระสาวกเป็นพระยืนอีก    2 องค์และอิษฐที่ก่อเตาหลอมทองและสุ่มหุ่น ในการหล่อพระได้เอามารวมกันก่อเป็นชุกชี    สูงสามศอก ตรงตำแหน่งที่หล่อพระพุทธชินราชและปลูกต้นมหาโพธิ์บนชุกชี 3 ต้น แสดงว่าเป็นมหาโพธิ์สถานของพระพุทธชินราช    พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ทั้งสามองค์จึงเรียกว่า "โพธิ์สามเส้าสืบมา"    พร้อมกัน นั้นได้สร้างวิหารน้อยขึ้นระหว่างต้นโพธิ์หลักหนึ่ง และได้อัญเชิญพระเหลือพร้อมพระสาวกเข้าประดิษฐาน    ณ ในวิหารนั้น วิหารน้อย หลังนี้นิยมเรียกกันต่อมาว่า " วิหารพระเหลือ"    หรือ "วิหารหลวงพ่อเหลือ" ตั้งอยู่ด้านหน้าพระวิหารพระพุทธชินราชเยื้องไปทางใต้เล็กน้อย&lt;br /&gt;  พระพุทธชินราชในประเทศไทย มีพระนามว่า "พระพุทธชินราช" อยู่ 2 องค์ คือ&lt;br /&gt;  1. พระพุทธชินราชที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรหาวิหาร&lt;br /&gt;  2. พระพุทธชินราชวโรภาสธรรมจักรอรรคปฐมเทศนา นราสบพิตร ประดิษฐานอยู่ณ พระวิหารวัดพระเชตุพน    เป็นพระพุทธรูปนั่ง ปางปฐมเทศนา หน้าตักกว้าง สี่ศอกห้านี้วเมื่อการสร้างพระพุทธรูปเสร็จสมบูรณ์แล้ว    พระมหาธรรมราชชาที่ 1 โปรดให้อัญเชิญ พระพุทธชินราช ประดิษฐาน ณ พระวิหารใหญ่ด้านทิศตะวันตก    พระพุทธชินศรี ประดิษฐาน ณ พระวิหารด้านทิศเหนือ พระศรี ศาสดา ประดิษฐาน ณ พระวิหารด้านทิศใต้&lt;br /&gt;  เนื่องจากพระพุทธชินราช มีลักษณะงดงามที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปในประเทศไทย และเป็นที่เคารพสักการบูชาของประชาชนทุกชั้น    พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดให้หล่อพระพุทธชินราชจำลองขึ้นใหม่เมื่อวันที่    20 ตุลาคม ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) แล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน เป็นพระประธาน ณ พระอุโบสถ    วัดเบญจมบพิตร จังหวัดพระนคร (กรุงเทพฯปัจจุบัน)&lt;br /&gt;  พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ที่ประดิษฐานในวัดพระศรี รัตนมหาธาตุปัจจุบันนี้    เป็นพระพุทธรูปปั้นก่ออิฐถือปูน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้สร้างขึ้นใหม่แทน    พระพุทธชินสีห์ และพระ ศรีศาสดาองค์เดิม และอัญเชิญองค์เดิมไปประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สร้างเมื่อง พ.ศ.1900 ในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) เป็นวัดหลวงตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2458 มีพื้นที่วัด 36 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวาในปัจจุบันป็นวัดชั้นเอกวรมหาวิหารตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านทางฝั่งตะวันออก สำคัญเพราะเป็นที่ประดิษฐานพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา โดยเฉพาะพระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะที่งดงามที่สุดในโลก&lt;br /&gt;จังหวัดพิษณุโลก ถูกขึ้นสร้างเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ในสมัยขอม แต่เดิมชื่อ “เมืองสองแคว” เพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำน่าน และแม่น้ำแควน้อย (ที่ตั้งของ วัดจุฬามณีในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 1900 สมัยสุโขทัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองสองแควมาตั้งอยู่ ณ ตัวเมืองปัจจุบัน และยังคงเรียกเมืองสองแคว เรื่อยมา ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ จึงเปลี่ยนชื่อ เป็นเมืองพิษณุโลก เมื่อครั้งที่เสด็จมาประทับเมืองสองแควในปี พ.ศ. 2006 มีฐานะเป็น เมืองลูกหลวง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ทรงมีราชสมภพ ณ เมืองนี้ และได้ทรงครอง เมืองนี้เช่นกัน ในสมัยรัตนโกสินทร์ พิษณุโลกยังคงเป็นเมืองเอกขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เรื่อยมา ครั้นถึงปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเมือง พิษณุโลกขึ้นเป็นมณฑลเรียกว่า มณฑลพิษณุโลก ต่อมาเมื่อยกเลิกการปกครองแบบมณฑล แล้ว พิษณุโลกจึงมีฐานะเป็นจังหวัดเรื่อยมาจนปัจจุบัน&lt;br /&gt;            &lt;img src="http://www.guidetothai.com/images/historical-park1.gif" height="190" width="170" /&gt;&lt;br /&gt;จังหวัดพิษณุโลก ครอบคลุมพื้นที่ 10,815 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 842,000 คน ลักษณะภูมิประเทศมีภูเขาและที่ราบสลับป่าไม้ในเขตตะวันออก นอกนั้นเป็นที่ราบลุ่ม และมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน 2 สาย คือ แม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม รวมทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร สวนรุกขชาติสกุโณทยาน (น้ำตกวังนกแอ่น) อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ วนอุทยานภูสอยดาว และ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า์&lt;br /&gt;            &lt;img src="http://www.guidetothai.com/images/mountain.gif" height="210" width="170" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h2 class="head_post"&gt;&lt;strong&gt;&lt;strong&gt;การเดินทาง&lt;/strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;             &lt;h2 class="head_post"&gt;&lt;strong&gt;การเดินทาง&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;               &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="210" width="20"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td valign="top" width="480"&gt;&lt;li class="style2"&gt;รถ: จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ถึงวังน้อยแล้วแยกเข้า ทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเซีย) ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์ แล้วใช้เส้นทางสาย 117 ตรงสู่พิษณุโลก รวมระยะทาง 337 กิโลเมตร&lt;/li&gt;               &lt;li class="style2"&gt;รถบัส: นั่งรถบัสประจำทางปรับอากาศหรือแบบธรรมดาสู่จังหวัดพิษณุโลก ที่สถานีขนส่ง สายเหนือหมอชิต 2 (ถนนกำแพงเพชร)&lt;/li&gt;               &lt;li class="style2"&gt;รถไฟ:  ใช้บริการรถไฟทั้งด่วนพิเศษ (สปรินท์เตอร์) รถเร็ว และรถธรรมดา ได้ที่ สถานีรถไฟหัวลำโพง สูู่่จังหวัดพิษณุโลกได้ทุกวัน&lt;/li&gt;               &lt;li class="style2"&gt;เครื่องบิน: ใช้บริการสายการบินในประเทศสู่จังหวัดพิษณุโลกได้ทุกวัน ได้ที่ สนามบินนานาชาติ &lt;/li&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;             &lt;img src="http://www.guidetothai.com/images/waterfall-01.gif" height="226" width="170" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3101597554176495259-566017118365420021?l=phitsanulokguide.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://amarinlagoon.blogspot.com' title='จังหวัดพิษณุโลก'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/feeds/566017118365420021/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3101597554176495259&amp;postID=566017118365420021&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/566017118365420021'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/566017118365420021'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/2008/05/blog-post.html' title='จังหวัดพิษณุโลก'/><author><name>sales amarinlagoonhotel</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01634388553019175176</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3101597554176495259.post-2274925827837943853</id><published>2008-04-05T00:22:00.001+07:00</published><updated>2008-04-05T00:27:44.042+07:00</updated><title type='text'>น้ำตกแก่งซอง อำเภอวังทอง จ.พิษณุโลก</title><content type='html'>&lt;img src="http://203.78.109.3/my_documents/my_pictures/200668B2CZ_rafpl03.jpg" alt="" style="border: medium none ;" /&gt;&lt;br /&gt;เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ด้านจังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่ที่ตำบลแก่งซอง ริมทางหลวงหมายเลข 12 บริเวณ กม.45 เกิดจากลำน้ำเข็กลดระดับทำให้ธารน้ำมีลักษณะเป็นน้ำตก มีขนาดใหญ่กว่าน้ำตกสกุโณทยานที่อยู่บนเส้นทางสายเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริเวณน้ำตกแก่งซอง มีบ้านเรือนต่างๆ ตั้งอยู่ริมน้ำตก มีสะพานแขวนเดินชมทิวทัศน์แม่น้ำเข็กและข้ามไปหมู่บ้านฝั่งตรงข้าม ตามรายทางใกล้กับน้ำตกแก่งซอง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟและบริการล่องแก่งน้ำเข็กที่ตื่นเต้นสนุกสนาน ล่องได้เฉพาะช่วงฤดูน้ำหลากประมาณสิงหาคมถึงตุลาคม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3101597554176495259-2274925827837943853?l=phitsanulokguide.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://amarinlagoon.blogspot.com' title='น้ำตกแก่งซอง อำเภอวังทอง จ.พิษณุโลก'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/feeds/2274925827837943853/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3101597554176495259&amp;postID=2274925827837943853&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/2274925827837943853'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/2274925827837943853'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/2008/04/blog-post_7065.html' title='น้ำตกแก่งซอง อำเภอวังทอง จ.พิษณุโลก'/><author><name>sales amarinlagoonhotel</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01634388553019175176</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3101597554176495259.post-4962143221349826616</id><published>2008-04-05T00:12:00.002+07:00</published><updated>2008-04-05T00:22:25.468+07:00</updated><title type='text'>พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#800080;"&gt;                         ประวัติความเป็นมาและการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;                        &lt;br /&gt;                            &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:#800000;"&gt;จ่าสิบเอกทวี                           บูรณเขตต์                         หรือที่ชาวพิษณุโลกมักเรียกว่า                         "ลุงจ่า หรือจ่าทวี"                         เป็นชาวพิษณุโลกแต่กำเนิด                         ได้รับความรู้ด้านช่างศิลป์จากบิดา                         หลังจากนั้นเข้ากรุงเทพฯ                         ฝึกหัดและเป็นช่างวาดประจำร้านช่างศิลป์หลายแห่ง                         เมื่อพ.ศ. 2498                         รับราชการทหารติดยศสิบตรี                         ต่อมาพ.ศ. 2502 กองทัพภาคที่ 3                         ส่งไปฝึกงานหล่อโลหะที่กรมศิลปากร                         ต่อมาจึงยึดอาชีพปั้น หล่อโลหะ                         โดยเฉพาะพระพุทธรูป พระประธาน                         และพระบูชาต่าง ๆ  พ.ศ. 2521                         ลาออกจากราชการ                         ด้วยรักในศิลปะและเห็นในคุณค่าของใช้พื้นบ้าน                         &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif,MS Sans Serif;color:maroon;"&gt;ลุงจ่าเริ่มซื้อหาและรวบรวมของใช้พื้นบ้านที่คนทั่วไปมองว่าเป็นของรกของทิ้ง                         ไม่มีราคาเช่น สุ่ม ไห ไซ โอ่ง ฯลฯ                         โดยสะสมมานานกว่า 30 ปี                         จนนำไปสู่การเกิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวีในปี                         พ.ศ. 2526   &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja1.jpg" alt="ja1.jpg (61616 bytes)" height="300" width="225" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:#800000;"&gt;ข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน                     ส่วนใหญ่ลุงจ่าได้มาจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง                     ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร                     กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย                     อุตรดิตถ์                     โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพิษณุโลก                     ของบางอย่างลุงจ่าต้องดั้นด้นเข้าไปหาเองในป่า                     ไม่มีราคาค่างวด แต่มีคุณค่า                     ซึ่งผู้ชมจะได้เรียนรู้ ชีวิต                     ความเชื่อ                     ความคิดของคนในอดีตจากข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้&lt;br /&gt;                              ในช่วงปี พ.ศ.                     2526-2533                     ลุงจ่าได้อธิบายนำชมแก่ผู้สนใจทุกคน                     โดยเฉลี่ยมีผู้ขอชมวันละ 30-50 คน                     ต่อมาบ้านที่จัดแสดงทรุดโทรมและคับแคบจนเกินไป                     ปีพ.ศ. 2533                     จึงได้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นใหม่                     และปรับปรุงทัศนียภาพโดยรอบ                     ตกแต่งสวนด้วยพันธุ์ไม้ไทยหลากลาย                     ในส่วนของการจัดแสดงได้ประมวลข้อมูลจากสมุดบันทึกที่จดเรื่องราวที่สนใจเป็นส่วนตัวไว้                     ประกอบกับได้ออกไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากชาวบ้านเพื่อให้ได้ข้อมูลสมบูรณ์ขึ้น                     ปัจจุบันมีอาคารจัดแสดง 3                     อาคารหลัก&lt;br /&gt;                             อาคารหลังแรก                     เป็นบ้านไม้ที่เจ้าของเดิมสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ย่านตลาดเมืองพิษณุโลกเมื่อปี                     พ.ศ. 2500                     ลุงจ่าซื้อบ้านนี้แล้วนำของเก่าที่สะสมมาเก็บไว้                     บ้านนี้เป็นพิพิธภัณฑ์รุ่นบุกเบิก                     จน พ.ศ. 2533 จึงสร้างอาคารอื่น ๆ                     เพิ่มเติม                     นำของเก่าไปจัดแสดงในอาคารใหญ่                     บ้านนี้ใช้จัดแสดงรูปภาพเก่า ๆ                     ที่แสดงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพิษณุโลก                     อาทิรูปการออกตรวจราชการงานเมืองในอดีต                     รูปเหตุการณ์ไฟไหม้ ปี 2500                     รูปทัศนียภาพเมืองพิษณุโลกก่อนและหลังไฟไหม้ใหญ่                     ภาพ"ของดีเมืองพิษณุโลก"                     และภาพชุมชนสำคัญในอดีต เช่น                     ชุมชนนครไทย เป็นต้น&lt;br /&gt;                              อาคารหลังที่สอง                     เป็นอาคารสองชั้น                     จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านไทยในอดีต                     แบ่งตามประโยชน์ใช้งาน                     ชั้นล่างจัดแสดง                     กระต่ายขูดมะพร้าว                     เครื่องจักสาน เครื่องเขิน ตุ่ม                     โอ่ง หม้อน้ำ เครื่องมือจับสัตว์                     เครื่องมือจับปลา เหรียญธนบัตร                     เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย                     และนิทรรศการทำนา                     ในบางมุมจำลองบ้านเรือนส่วนต่าง                     ๆ ให้ดู อาทิ ครัวไฟ                     พาไลซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของบ้านเรือนไทยในอดีต                     เป็นพื้นที่ส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวเรือน                     ใช้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์                     ส่วนพาไลนี้จำลองให้เห็นเด็กนอนเปล                     และมีการบันทึกเสียงร้องกล่อมเด็กด้วย                     ส่วนชั้นบนจัดแสดง ของเล่น                     เครื่องดนตรี ไม้หมอนวด                     เรือนอยู่ไฟหลังคลอด สักยันต์                     เครื่องมือช่าง อาวุธ                     เครื่องทองเหลือง ตะเกียง                     เป็นต้น&lt;br /&gt;                              อาคารหลังที่สาม                     จัดแสดงนิทรรศการชาวโซ่ง(ลาวโซ่งหรือไทยทรงดำ)                     กรณีศึกษาชาวโซ่งบ้านแหลมมะค่า                     ต.พันเสา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก                     ซึ่งอพยพมาจากเพชรบุรี ราชบุรี                     นานนับชั่วอายุคนแล้ว                     ชาวโซ่งมาพิธีเสนเรือน (เลี้ยงผีปู่ย่าตายาย)                     เสนอะนี(สะเดาะเคราะห์เมื่อมีคนตายในบ้าน)งานกินหลอง                     (กินดองหรืองานแต่งงานของชาวโซ่ง)                     เป็นต้น&lt;br /&gt;                             นอกจากนี้ยังมีส่วนร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก                     อาทิ เสื้อยืด เข็มกลัด                     กระเป๋าผ้า โปสการ์ด ฯลฯ                     ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งนำมาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในพิพิธภัณฑ์                     นอกเหนือจากลุงจ่าแล้วผู้ที่ดูแลและช่วยงานพิพิธภัณฑ์อีกคนหนึ่งคือคุณพรศิริ                     บูรณเขตต์ บุตรสาวจ่าทวี&lt;br /&gt;                              ทุกวันนี้จ่าสิบเอกทวี                     ยังคงเสาะหารวบรวมสิ่งของเครื่องใช้และความรู้ที่ยังไม่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์มาเพิ่มเติมตลอดเวลา                     นอกจากนี้ยังปรับปรุงการจัดแสดงอยู่เสมอเท่าที่แรงศรัทธาและแรงทรัพย์ของท่านและครอบครัวจะทำได้                     เพื่อเผยแพร่ "ขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาไทย"                     ให้กว้างขวางที่สุด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/b1.jpg" alt="b1.jpg (43132 bytes)" height="225" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;อาคารพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องมือเครื่องใช้และวิถีชีวิตชาวบ้าน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja3.jpg" alt="ja3.jpg (44395 bytes)" height="225" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;การจัดแสดงบริเวณชั้นล่างของอาคาร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja7.jpg" alt="ja7.jpg (38570 bytes)" height="200" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;มุมครัวไฟซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคาร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja6.jpg" alt="ja6.jpg (36885 bytes)" height="227" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;บริเวณจุดพักผ่อนหลังจากเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แล้ว&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja2.jpg" alt="ja2.jpg (39500 bytes)" height="225" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;คุณพรศิริ                         สาธิตวิธีการใช้เครื่องมือดักสัตว์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja8.jpg" alt="ja8.jpg (39343 bytes)" height="225" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;ส่วนจัดแสดงของเล่นเด็ก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja4.jpg" alt="ja4.jpg (37099 bytes)" height="225" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;คนสะสมถอดใจ                         ประกาศของหายในพิพิธภัณฑ์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;img src="http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/23-pitsanulok/ja_tawee/ja5.jpg" alt="ja5.jpg (37905 bytes)" height="192" width="300" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;มุมขายของที่ระลึกน่ารัก                         ๆ ของพิพิธภัณฑ์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:#ff0000;"&gt;ข้อมูลเอกสารอ้างอิง:&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:#0000ff;"&gt;&lt;small&gt;&lt;br /&gt;                    &lt;/small&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:blue;"&gt;ู1.                     &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif,MS Sans Serif;color:blue;"&gt;กิจกรรมการดูงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น                     โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น                     วันที่ 6 มีนาคม 2548.&lt;br /&gt;                    2. จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์. &lt;strong&gt;พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทว&lt;/strong&gt;ี.                     พิษณุโลก: ชัยสยามการพิมพ์, 2538.&lt;br /&gt;                    3. พรศิริ บูรณเขตต์. &lt;strong&gt;ทุ่งศรัทธา&lt;/strong&gt;.                     พิษณุโลก: โรงพิมพ์ตระกูลไทย, 2547.(หนังสือนำชมพิพิธภัณฑ์)&lt;br /&gt;                    4. พรศิริ บูรณเขตต์. &lt;strong&gt;ชีวิตพิพิธภัณฑ์                     ชีวิตและงานวัฒนธรรมจ่าสิบเอกทวี                     บูรณเขตต&lt;/strong&gt;์. พิษณุโลก:                     โรงพิมพ์ตระกูลไทย, 2547.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" width="100%"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:#800000;"&gt;&lt;u&gt;ที่ตั้ง&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:maroon;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif,MS Sans Serif;"&gt;26/138 ถ.วิสุทธิ์กษัตริย์                         อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;                       &lt;/tr&gt;                       &lt;tr&gt;                         &lt;td align="left" width="100%"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:#800000;"&gt;&lt;u&gt;โทร&lt;/u&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif,MS Sans Serif;"&gt;0-5521-2749, 0-5530-1668&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;                       &lt;/tr&gt;                       &lt;tr&gt;                         &lt;td align="left" width="100%"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;color:#800000;"&gt;&lt;u&gt;Fax&lt;/u&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif,MS Sans Serif;"&gt;0-5521-1596&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;                       &lt;/tr&gt;                       &lt;tr&gt;                         &lt;td align="left" width="100%"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;&lt;span style="color:#800000;"&gt;&lt;u&gt;เวลาทำการ&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;small&gt;:                         8.30-16.30 น. ปิดทุกวันจัทร์&lt;/small&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;                       &lt;/tr&gt;                       &lt;tr&gt;                         &lt;td align="left" width="100%"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;"&gt;&lt;span style="color:#800000;"&gt;&lt;u&gt;ค่าเข้าชม&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;small&gt;:                         ผู้ใหญ่ 50 บาท                         โดยได้รับหนังสือทุ่งศรัทธาเป็นที่ระลึก                         เด็ก 20 บาท                         โดยได้รับของเล่นย้อนยุคเป็นที่ระลึก&lt;/small&gt;&lt;br /&gt;                        &lt;small&gt;นักศึกษา(หมู่คณะ) 20 บาท                         นักเรียน(หมู่คณะ) 10 บาท นักบวช                         พระภิกษุ สามเณร                         ได้รับยกเว้นค่าเข้าชม(ถวายความรู้)&lt;/small&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3101597554176495259-4962143221349826616?l=phitsanulokguide.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://amarinlagoon.blogspot.com' title='พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/feeds/4962143221349826616/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3101597554176495259&amp;postID=4962143221349826616&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/4962143221349826616'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/4962143221349826616'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/2008/04/blog-post_05.html' title='พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี'/><author><name>sales amarinlagoonhotel</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01634388553019175176</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3101597554176495259.post-5496798743127777548</id><published>2008-04-04T02:00:00.000+07:00</published><updated>2008-04-04T02:01:46.322+07:00</updated><title type='text'>อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง</title><content type='html'>&lt;p&gt;แหล่งผืนป่าซาวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่แอบแฝงเสน่ห์แห่งป่า  ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในป่าเมืองเหนือ  นอกจากนี้ยังเป็ฯถิ่นอาศัยของสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  และความหลากหลายทางชีวภาพมีพื้นที่ 789,000 ไร่  ในท้องที่จังหวัดพิษณุโลกและเพชรบูรณ์ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27  พฤษภาคม 2518 สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน  เป็นต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลลงสู่แม่น้ำน่าน ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่ กม. 80  เส้นทางสายพิษณุโลก - หล่มสัก นักท่องเที่ยวสามารถขอข้อมูลเดินทางศึกษาธรรมชาติ  รวมทั้งใช้บริการที่พักและกางเต็นท์พักแรมได้ แหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ได้แก่  น้ำตกต่างๆ บนเส้นทางสายพิษณุโลก - หล่มสัก เช่นน้ำตกแก่งโสภา น้ำตกวังนกแอ่น  ส่วนพื้นที่ทางด้านตะวันออกและตอนกลางของอุทยานฯ ในเขต อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์  เป็นบริเวณป่าสนและทุ่งหญ้าสะวันนา ได้แก่ ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งพญา ทุ่งโนนสน  ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปเดินป่าและกางเต็นท์พักแรม  สามารถติดต่อได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ สล.8 (หน่วยฯ หนองแม่นา)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางไปหน่วยฯ หนองแม่นา&lt;br /&gt;รถส่วนบุคคล: จากบ้านแค้มป์สนกิโลเมตรที่  100 เส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก แยกไปตามทาง 2196 ทางไปเขาค้อ จนถึงตลาดพัฒนา  เลี้ยวขวาเข้าทาง 2325 จนถึงบ้านทานตะวัน มีทางไปหน่วยจัดการอุทยานฯ (หนองแม่นา)  อีก 3 กิโลเมตร รวมระยะทางจากบ้านแค้มป์สน 35 กิโลเมตร&lt;br /&gt;รถโดยสาร:  จากสถานีขนส่งพิษณุโลกโดยสารรถประจำทางสายพิษณุโลก-หล่มสัก ลงรถที่บ้านแค้มป์สน  กิโลเมตรที่ 100  จากนั้นจ้างเหมารถสองแถวที่ปากทางแค้มป์สนไปยังหน่วยฯ หนองแม่นา   หรือเช่ารถสองแถวจากบริษัทรถเช่าในพิษณุโลกไปยังหน่วยฯ หนองแม่นาเลยก็ได้   สอบถามรายละเอียดได้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง โทร. 0 5526  8019&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก อุทยานมีบริการบ้านพักรายละเอียดติดต่อ  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3101597554176495259-5496798743127777548?l=phitsanulokguide.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://amarinlagoon.blogspot.com' title='อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/feeds/5496798743127777548/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3101597554176495259&amp;postID=5496798743127777548&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/5496798743127777548'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/5496798743127777548'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/2008/04/blog-post_04.html' title='อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง'/><author><name>sales amarinlagoonhotel</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01634388553019175176</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3101597554176495259.post-3437526708856707138</id><published>2008-04-04T01:33:00.004+07:00</published><updated>2008-04-04T01:48:19.765+07:00</updated><title type='text'>สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_I7oIbWnyhUY/R_UlKNlrG8I/AAAAAAAAAD8/z5jfZ2H7IYo/s1600-h/029.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_I7oIbWnyhUY/R_UlKNlrG8I/AAAAAAAAAD8/z5jfZ2H7IYo/s320/029.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5185091403363589058" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา&lt;br /&gt;พิษณุโลก เป็นเมืองใหญ่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง มากมีไปด้วยแหล่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติของสายน้ำและป่าเขาที่สวยงามน่าท่องเที่ยว อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 377 กิโลเมตร   จังหวัดพิษณุโลกมีพื้นที่ประมาณ 10,815 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและที่ราบสลับป่าไม้ทางด้านตะวันออก นอกนั้นเป็นที่ราบลุ่มอยู่โดยทั่วไป มีแม่น้ำสำคัญคือ แม่น้ำน่านซึ่งไหลผ่านบริเวณตัวเมือง แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอคือ อำเภอเมือง อำเภอวังทอง อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางระกำ อำเภอบางกระทุ่ม อำเภอนครไทย อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอชาติตระการ และอำเภอเนินมะปรางประวัติศาสตร์  หลักฐานการสร้างเมืองพิษณุโลกมีมาแต่พุทธศตวรรษที่ 15 สมัยขอมมีอำนาจปกครองแถบนี้ แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า “เมืองสองแคว” เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำน่าน และแม่น้ำแควน้อย หรือบริเวณที่ตั้งของวัดจุฬามณีในปัจจุบัน เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1900 สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ ณ ตัวเมืองปัจจุบัน โดยมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_I7oIbWnyhUY/R_Ulh9lrG9I/AAAAAAAAAEE/s-wh3s6CU6k/s1600-h/phit158.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://2.bp.blogspot.com/_I7oIbWnyhUY/R_Ulh9lrG9I/AAAAAAAAAEE/s-wh3s6CU6k/s320/phit158.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5185091811385482194" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt; สมัยอยุธยา เมืองพิษณุโลกทวีความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นเมืองกึ่งกลางระหว่างกรุงศรีอยุธยาและอาณาจักรฝ่ายเหนือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงปฏิรูปการปกครองและได้เสด็จมาประทับที่เมืองนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2006 จนสิ้นรัชกาลในปี พ.ศ. 2031 ช่วงนั้นพิษณุโลกเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยานานถึง 25 ปี หลังรัชสมัยของพระองค์พิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง เป็นหน้าด่านสำคัญที่จะสกัดกั้นกองทัพพม่า เมื่อครั้งพระนเรศวรมหาราชดำรงฐานะพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก ระยะนั้นไทยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงรวบรวมชายฉกรรจ์ชาวพิษณุโลกกอบกู้อิสรภาพชาติไทยได้ในปี พ.ศ. 2127&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในสมัยกรุงธนบุรี พิษณุโลกเป็นสถานที่ตั้งมั่นรับศึกพม่า เมื่อครั้งกองทัพของอะแซหวุ่นกี้มาตีเมืองพิษณุโลก ในปี พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้ต้องเผชิญการต่อสู้อย่างทรหดกับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ถึงขนาดต้องขอดูตัว และได้ทำนายเจ้าพระยาจักรีว่าต่อไปจะได้เป็นกษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงดำริให้รื้อกำแพงเมืองพิษณูโลกเพื่อไม่ให้ข้าศึกใช้เป็นที่มั่น ครั้นถึงปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเมืองพิษณุโลกขึ้นเป็นมณฑลเรียกว่า มณฑลพิษณุโลก ต่อมาเมื่อยกเลิกการปกครองแบบมณฑลแล้ว พิษณุโลกจึงมีฐานะเป็นจังหวัดเรื่อยมาจนปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;object height="355" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/44w7zjCBWRM&amp;amp;hl=en"&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/44w7zjCBWRM&amp;amp;hl=en" type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" height="355" width="425"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 5525 1394&lt;br /&gt;โรงพยาบาลพุทธชินราช โทร. 0 5521 9842-4&lt;br /&gt;โรงพยาบาลพิษณุเวช โทร. 0 5521 9941&lt;br /&gt;โรงพยาบาลรวมแพทย์ โทร. 0 5521 9309-10&lt;br /&gt;โรงพยาบาลรัตนเวช โทร. 0 5521 0820-1&lt;br /&gt;โรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ โทร. 0 5521 8777, 0 5521 7800&lt;br /&gt;สภอ.เมือง โทร. 0 5525 8777, 0 5522 5491&lt;br /&gt;ตำรวจองเที่ยวพิษณุโลก โทร. 0 5524 5357-8&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3101597554176495259-3437526708856707138?l=phitsanulokguide.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://amarinlagoon.blogspot.com' title='สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/feeds/3437526708856707138/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3101597554176495259&amp;postID=3437526708856707138&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/3437526708856707138'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3101597554176495259/posts/default/3437526708856707138'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://phitsanulokguide.blogspot.com/2008/04/blog-post.html' title='สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก'/><author><name>sales amarinlagoonhotel</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01634388553019175176</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_I7oIbWnyhUY/R_UlKNlrG8I/AAAAAAAAAD8/z5jfZ2H7IYo/s72-c/029.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
